ในโลกของความเป็นจริงแล้วคำว่าสิ่งศักดิ์หรืออำนาจในการขอพรให้ได้สิ่งที่หวังอย่างใจหมายนั้นดูแล้วเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วครับ แต่บังเอิญว่าเรื่องนี้มันเป็นนิทานครับ เรื่องมันก็มีอยู่ว่า
มีเด็กหนุ่มสามคนเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก เล่นด้วยกัน เรียนมาด้วยกันมาตั้งแต่เด็กจนถึงวัยทำงาน แต่ว่าเด็กทั้งสามคนนี้ช่างแตกต่างกันอย่างมาก
คนที่หนึ่ง เป็นคนฉลาดชอบเรียนรู้และมีความคิดที่อยากจะประสบความสำเร็จ อยากทำการใหญ่อยู่ตลอดเวลา
คนที่สอง เป็นคนที่ไม่ค่อยกระตือรือร้นซักเท่าไหร่ แต่ว่าก็ยังมีความคิด อยู่ในระดับที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
คนที่สาม เป็นคนที่ค่อนข้างที่จะขี้เกียจมาก แบบว่าขอทำอะไรแค่ให้ผ่านไปทีแค่นั้น ไม่อยากจะรับผิดชอบอะไร
ทั้งสามคนนี้ก็ยังเป็นเพื่อนกันมาตลอดจนเรียนจบผลการเรียนของทั้งสามคนก็ออกมาแบบ ดีมาก/พอใช้/ต้องแก้ไข ตามลำดับ
และแล้วก็ถึงตอนสำคัญที่ทั้งสามจะต้องออกจากบ้านเข้ากทม.เพื่อมาหางานทำ และทั้งสามก็ใช้เวลาไม่นานก็ได้งานกันทั้งสามคน
คนที่หนึ่ง ด้วยผลการเรียนที่ดีและความตั้งใจสูงเข้าจึงได้ทำงานในตำแหน่งที่ดีในบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง
คนที่สอง ด้วยผลการเรียนพอใช้ได้และความทะเยอทะยานที่ไม่สูงมากนักของเขา แค่ได้เป็นพนักงานขายของในห้างก็พอแล้ว
คนที่สาม ด้วยผลการเรียนที่แย่และความขี้เกียจ เข้าจึงได้ทำงานก่อสร้าง ทำงานไปวันๆ วันไหนไปทำงานก็ได้เงินวันไหนไม่ไปทำงานก็ไม่ได้เงิน ซึ่งเขาคิดว่าเป็นชีวิตที่มีความสุขมากสำหรับเขา ขี้เกียจวันไหนก็ไม่ต้องไปทำงาน
และชีวิตของหนุ่มทั้งสามก็เป็นไปด้วยดีอยู่ปีแล้วปีเล่า จนเริ่มที่พอจะมีเวลาก็เลยคิดอยากจะไปเที่ยวทะเลกันบ้างเพราะว่าตั้งแต่เกิดมาทั้งสามคนยังไม่เคยเห็นทะเลเลย และแล้วทั้งสามคนก็ออกเดินทางไปเที่ยวทะเลกัน โดยจะไปเที่ยวกันที่เกาะแห่งหนึ่ง ในขณะที่นั่งเรือข้ามฝากไปยังเกาะนั้นสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น มีลมพัดขึ้นมาแรงมากแบบไม่ได้ตั้งตัวจึงทำให้เรือที่ทั้งสามนั่งมานั้นพลิกคว่ำลงในทันที
กว่าที่ทั้งสามจะมารู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองมาตกอยู่ที่เกาะร้างแห่งหนึ่ง ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย แต่เมื่อมองไปรอบๆ กลับพบว่าบรรยากาศของเกาะนี้ก็ไม่เลว ดูสวยงามมาก และแล้วทั้งสามคนก็เริ่มหิวน้ำ ก็เลยรีบช่วยกันเดินหาแหล่งน้ำ แต่ไปเจอกับมะพร้าวต้นนึงเข้า จึงช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรถึงจะเอามะพร้าวลงมาได้ ก็เลยช่วยกันใช้ไม้พยายามกระทุ้งมะพร้าวอยู่หลายทีจนในที่สุดก็มีมะพร้าวลูกนึงตกลงมากระทบกับก่อนหินและก็แตกทันที แต่ว่ากลับไม่มีน้ำมะพร้าวเลยมีแต่กลุ่มควันลอยขึ้นเต็มไปหมด และเมื่อกลุ่มควันนั้นได้ลอยหายไปทั้งสามก็ต้องตกใจที่เห็นยักษ์ตนหนึ่งยืนอยู่หลังต้นมะพร้าว แต่สีหน้าของยักษ์ตนนั้นกลับยิ้มแบบเป็นมิตร และก็พูดว่า
ยักษ"เจ้าไม่ต้องกลัวข้า ข้าต่างหากที่ต้องขอบใจพวกเจ้าที่ปลดปล่อยข้าออกมาจากมะพร้าวลูกนี้ เอาล่ะเพื่อเป็นการตอบแทนพวกเจ้า ข้ามีพรให้เจ้าคนละข้ออยากจะได้อะไรก็ขอให้บอกมา เดี๋ยวข้าจะจัดให้"
เมื่อทั้งสามได้ยินดังนั้นก็ดีใจกันยกใหญ่ แล้วคนทีหนึ่งก็เป็นคนเริ่มขอพรก่อน
คนที่หนึ่ง"ข้าอยากเป็นเจ้าของบริษัท มีลูกน้องเป็นร้อย มีกิจการใหญ่โตครับ"
ยักษ์"เจ้าได้ตามคำขอนั้นทันที" แล้วหนุ่มคนที่หนึ่งก็หายไป ไปมีกิจการที่เขาใฝ่ฝันไว้
คนที่สอง"ข้าอยากเป็นเจ้าของร้านขายของที่ข้าทำงานอยู่ครับ"
ยักษ์"เจ้าได้ตามคำขอนั้นทันที" แล้วหนุ่มคนที่สองก็หายไป ไปมีกิจการที่เขาได้ตั้งใจไว้
มาถึงคนที่สามเขาหันไปมองบริเวณโดยรอบ ดูๆ แล้วเกาะนี้ก็สวยงามน่าอยู่มาก และที่สำคัญที่เกาะนี้ก็ไม่ต้องมีคำว่างานที่เขาขี้เกียจทำเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาจึงขอพรกับยักษ์ไปว่า
คนที่สาม"ข้าไม่อยากได้อะไรมาก ข้าอยากให้เพื่อนของข้าทั้งสองคนกลับมาอยู่กับข้าที่นี่ครับ"
ยักษ์"เจ้าได้ตามคำขอนั้นเดี๋ยวนี้" พูดจบยักษ์ก็หายตัวไป พร้อมๆ กับหนุ่มคนที่หนึ่งและหนุ่มคนที่สองก็กลับมาอยู่ที่เกาะนี่อีกครั้งแบบงงๆ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร หนุ่มคนที่สามก็แสดงท่าทางดีใจและก็พูดว่า
คนที่สาม"ดีใจมั๋ยเพื่อนฉันเป็นคนขอให้นายทั้งสองกลับมาอยู่ด้วยกันที่นี่เองแหละ"
คนที่หนึ่งและคนที่สองtttttttteeeeeeeee/eeeeeeeeeeennnnnnnnnnnnnnn.
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คบเพื่อนก็จงดูนิดนึงว่าเพื่อนจะพาเราไปทางไหน.นรกหรือสวรรค์
วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
มันสมองของคนไทย
เรื่องนี้มันก็เป็นเรื่องเล่าที่เฉือนความรู้สึกของสังคมไทยและคนไทยได้เป็นอย่างดีแต่ก็มีทั้งข้อดีและก็ข้อเสียนะครับลองพิจารณาดูเอาเองก็แล้วกันนะครับ
เรื่องมันก็มีอยู่ว่ามีเศรษฐีชาวไทยอยู่คนนึงร่ำรวยมาก ร่ำรวยจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะนับเงินที่เขามีอยู่ทั้งหมดได้ ทำให้ในแต่ละวันผู้เป็นพ่อก็จะกลุ้มใจมาก ที่ไม่รู้ว่าตนเองมีเงินอยู่เท่าไหร่ คิดอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งวันนึง เขาคิดมากจนกระทั่งเส้นเลือดในสมองแตกหมดสติไปกระทันหัน แต่ด้วยความที่ร่ำรวยมาก ลูกๆได้รีบเรียกหมอประจำบ้านให้รีบมาทำการรักษาโดยด่วน หลังจากที่หมอได้ทำการรักษาเบื้องตนแล้วก็ลงความเห็นว่าเซลสมองเสื่อมอาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน มีอยู่ทางเดียวที่จะทำให้ท่านอยู่ได้นานขึ้นก็ต้องทำการเปลี่ยนสมอง
หลังจากที่ได้ยินหมอบอก บรรดาลูกๆ ก็รีบติดต่อเซลแมนที่ขายมันสมองของมนุษย์จากชาติต่างๆ ให้รีบเอาสมองมาให้ดูที่บ้านเป็นการด่วน คนรวยครับอยากได้อะไรก็ได้ และก็ต้องได้เดี๋ยวนั้น
ในเวลาไม่นานนักก็ได้มีเซลแมนขายสมองมาถึงบ้านเศรษฐีทั้งหมดสี่คนจากสี่ประเทศ มี จีน ญี่ปุ่น เยอรมัน และก็พี่ไทยครับ หลังจากที่แนะนำตัวกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เซลแมนคนจีนก็เริ่มการขายมันสมองก่อนเพื่อน
เซลแมนจีน สมองของคนจีนลูกนี้นั้นตั้งแต่เกิดมาทำคุณประโยชน์ไว้อยากมากมาย โดยเฉพาะเรื่องการคำณวน การค้า การลงทุน ไม่เชื่อก็ลองดูเศรษฐกิจของจีนดูซิครับ การพัฒนาหลักๆ ก็มาจากสมองลูกนี้นี่แหละครับ ผมขอเสนอราคาที่ 5ล้านบาทครับ
เซลแมนญี่ปุ่นสมองของคนญี่ปุ่นลูกนี้ ได้สร้างและคิดค้นอุปกรณ์ที่ไฮเทคๆ ต่างๆ ไว้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์รุ่นใหม๋ หุ่นยนต์ที่แทบจะเหมือนคนทุกอย่างก็เกิดจากมันสมองลูกนี้ของคนญี่ปุ่นลูกนี้ครับ ผมขอเสนอราคาที่ 10 ล้านบาทครับ
เซลแมนเยอรมัน สมองของคนเยอรมันลูกนี้ได้คิดค้นและก็ออกแบบวิศวะกรรมยานยนต์ ออกมามากมายหลายผลงาน เช่นรถที่เร็วที่สุดในโลกก็ยังเป็นผลงานของสมองลูกนี้ครับ ผมขอเสนอราคาที่ 15 ล้านบาทครับ
เซลแมนไทย เขาเดินออกมาด้านหน้าด้วยรอยยิ้มที่กุมชัยชนะในครั้งนี้เขาดูเหมือนมีความมั่นใจมากว่าเขามีเห็ตผลดีกว่า เซลแมนทั้งสามคนนั้นอย่างแน่นอน ชายหนุ่มหยุดมองทุกคนแล้วก็พูดว่า-------------------------------
*****เอาละครับยังไม่ขอจบตรงนี้ เรามาเล่นอะไรสนุกๆ กันหน่อยดีกว่า ถ้าลองอ่านมาจนถึงตรงนี้แล้ว เซลแมนแต่ละคนก็ล้วนแล้วแต่มีเหตุมีผลที่ดูแล้วน่าเชื่อถือมาก แล้วของพี่ไทยละ ทำไมเขาถึงดูมีความมั่นใจมากนัก ลองทายดูเล่นๆ นะครับว่าใครที่น่าจะขายสมองให้กับเศรษฐีได้ ถ้าท่านตอบว่า พี่ไทย บอกเหตุผลด้วยว่าทำไม และขายได้เท่าไหร่มากกว่าหรือน้อนกว่าราคาของคนอื่นๆ ถ้าอยากร่วมสนุก เพียงแค่สละเวลาส่ง e-mail มาที่ thaiwireart@gmail.com สำหรับทุกท่านที่ตอบถูกและเหตุผลโดนใจผมมีของที่ระลึกส่งให้ถึงบ้านครับ รับประกันฟรี 100% ครับผม
เรื่องมันก็มีอยู่ว่ามีเศรษฐีชาวไทยอยู่คนนึงร่ำรวยมาก ร่ำรวยจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะนับเงินที่เขามีอยู่ทั้งหมดได้ ทำให้ในแต่ละวันผู้เป็นพ่อก็จะกลุ้มใจมาก ที่ไม่รู้ว่าตนเองมีเงินอยู่เท่าไหร่ คิดอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งวันนึง เขาคิดมากจนกระทั่งเส้นเลือดในสมองแตกหมดสติไปกระทันหัน แต่ด้วยความที่ร่ำรวยมาก ลูกๆได้รีบเรียกหมอประจำบ้านให้รีบมาทำการรักษาโดยด่วน หลังจากที่หมอได้ทำการรักษาเบื้องตนแล้วก็ลงความเห็นว่าเซลสมองเสื่อมอาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน มีอยู่ทางเดียวที่จะทำให้ท่านอยู่ได้นานขึ้นก็ต้องทำการเปลี่ยนสมอง
หลังจากที่ได้ยินหมอบอก บรรดาลูกๆ ก็รีบติดต่อเซลแมนที่ขายมันสมองของมนุษย์จากชาติต่างๆ ให้รีบเอาสมองมาให้ดูที่บ้านเป็นการด่วน คนรวยครับอยากได้อะไรก็ได้ และก็ต้องได้เดี๋ยวนั้น
ในเวลาไม่นานนักก็ได้มีเซลแมนขายสมองมาถึงบ้านเศรษฐีทั้งหมดสี่คนจากสี่ประเทศ มี จีน ญี่ปุ่น เยอรมัน และก็พี่ไทยครับ หลังจากที่แนะนำตัวกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เซลแมนคนจีนก็เริ่มการขายมันสมองก่อนเพื่อน
เซลแมนจีน สมองของคนจีนลูกนี้นั้นตั้งแต่เกิดมาทำคุณประโยชน์ไว้อยากมากมาย โดยเฉพาะเรื่องการคำณวน การค้า การลงทุน ไม่เชื่อก็ลองดูเศรษฐกิจของจีนดูซิครับ การพัฒนาหลักๆ ก็มาจากสมองลูกนี้นี่แหละครับ ผมขอเสนอราคาที่ 5ล้านบาทครับ
เซลแมนญี่ปุ่นสมองของคนญี่ปุ่นลูกนี้ ได้สร้างและคิดค้นอุปกรณ์ที่ไฮเทคๆ ต่างๆ ไว้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์รุ่นใหม๋ หุ่นยนต์ที่แทบจะเหมือนคนทุกอย่างก็เกิดจากมันสมองลูกนี้ของคนญี่ปุ่นลูกนี้ครับ ผมขอเสนอราคาที่ 10 ล้านบาทครับ
เซลแมนเยอรมัน สมองของคนเยอรมันลูกนี้ได้คิดค้นและก็ออกแบบวิศวะกรรมยานยนต์ ออกมามากมายหลายผลงาน เช่นรถที่เร็วที่สุดในโลกก็ยังเป็นผลงานของสมองลูกนี้ครับ ผมขอเสนอราคาที่ 15 ล้านบาทครับ
เซลแมนไทย เขาเดินออกมาด้านหน้าด้วยรอยยิ้มที่กุมชัยชนะในครั้งนี้เขาดูเหมือนมีความมั่นใจมากว่าเขามีเห็ตผลดีกว่า เซลแมนทั้งสามคนนั้นอย่างแน่นอน ชายหนุ่มหยุดมองทุกคนแล้วก็พูดว่า-------------------------------
*****เอาละครับยังไม่ขอจบตรงนี้ เรามาเล่นอะไรสนุกๆ กันหน่อยดีกว่า ถ้าลองอ่านมาจนถึงตรงนี้แล้ว เซลแมนแต่ละคนก็ล้วนแล้วแต่มีเหตุมีผลที่ดูแล้วน่าเชื่อถือมาก แล้วของพี่ไทยละ ทำไมเขาถึงดูมีความมั่นใจมากนัก ลองทายดูเล่นๆ นะครับว่าใครที่น่าจะขายสมองให้กับเศรษฐีได้ ถ้าท่านตอบว่า พี่ไทย บอกเหตุผลด้วยว่าทำไม และขายได้เท่าไหร่มากกว่าหรือน้อนกว่าราคาของคนอื่นๆ ถ้าอยากร่วมสนุก เพียงแค่สละเวลาส่ง e-mail มาที่ thaiwireart@gmail.com สำหรับทุกท่านที่ตอบถูกและเหตุผลโดนใจผมมีของที่ระลึกส่งให้ถึงบ้านครับ รับประกันฟรี 100% ครับผม
แปะอยากเป็นหมา
ก็เรื่องมีอยู่ว่ามีครอบครัวนึงมีกังอยู่ 3คง มีอาแปะ อาม่า และก็อาหมวย อาหมวยนั้ง นับวัง ยิ่งสวยขึ้งๆ ทุกวัง พูดง่ายๆ ว่าอาหมวยกำลังแตกเนี้อสาว กำลังสวยอวบอึ๋ม ตามสไตล์ ขาว สวย หมวย อึ๋ม ว่างั้นเหอะ และจะว่าไปแล้วครอบครัวอาแปะก็ดูจะมีความสุขดี ไม่ว่าลูกสาวก็แสนสวย และกิจการที่บ้านก็กำลังเจริญรุ่งเรือง พูดง่ายๆว่าอาแปะเงินไม่ขาดมือ ชีวิตดูสุขสบายอย่าบอกใครเชียว แต่ว่าสิ่งที่สร้างความแปลกประหลาดใจให้กับชาวบ้านแถวนี้ก็คือว่า ทุกวันอาแปะจะมานั่งเหม่ออยู่หน้าบ้านและก็จะพูดว่า "อั๊วอยากเป็งหมา อั๊วอยากเป็งหมา" ชาวบ้านที่เดินผ่านไป ผ่านมาก็เกิดความสงสัยว่า เอ ชีวิตอาแปะก็ดูมีความสุขดีนี่หน่าทำไมแกถึงอยากจะเป็นหมาซะงั้น แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าที่จะถามอาแปะว่าทำไมถึงอยากเป็นหมานัก บ่นอยู่ทุกวัน "อั๊วอยากเป็งหมา อั๊วอยากเป็งหมา" จนกระทั่งวันนึงก็มีคนใจกล้าคนนึ่ง ด้วยความที่อยากรู้มากว่ามันเป็นอย่างไรกันแน่อาแปะถึงอยากเป็นหมานัก ก็เลยตัดสินใจถามอาแปะ
ชายขี้สงสัย "แปะ แปะ ถามหน่อยซิ ทำไมถึงอยากเป็นหมานัก เห็นแปะบ่นอยู่ทุกวัน"
ฝ่ายอาแปะหลังจากได้ยินคำถามนั้นก็มองชายหนุ่มอยู่พักนึงแล้วก็หันซ้ายหันขวาก่อนที่จะกระซิบตอบชายหนุ่มว่า
อาแปะ "หมาแม่งเย็งลูกมังไล้ว่ะ"
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จังไรแล้วมั๋ยล่ะอาแปะ
ชายขี้สงสัย "แปะ แปะ ถามหน่อยซิ ทำไมถึงอยากเป็นหมานัก เห็นแปะบ่นอยู่ทุกวัน"
ฝ่ายอาแปะหลังจากได้ยินคำถามนั้นก็มองชายหนุ่มอยู่พักนึงแล้วก็หันซ้ายหันขวาก่อนที่จะกระซิบตอบชายหนุ่มว่า
อาแปะ "หมาแม่งเย็งลูกมังไล้ว่ะ"
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จังไรแล้วมั๋ยล่ะอาแปะ
วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
สวัสดีครับ
มีครอบครัวชาวยุโรปครอบครัวหนึ่ง มีกันอยู่สามคน พ่อ แม่ และก็ลูกชายวัยอยากรู้อยากเห็น และสำหรับชาวยุโรปแล้วนั้นพวกเขาชื่นชอบการอาบแดดเป็นชีวิตจิตใจเลยก็ว่าได้ จนถึงขั้นว่าก่อตั้งเป็นสมาคมอาบแดดกันไปเลย และครอบครัว ครอบครัวนี้ก็ได้ไปทำการสมัครเป็นสมาชิกเรียบร้อยแล้ว และเขาก็ตื่นเต้นมากที่จะได้พาครอบครัวไมอาบแดดในบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวและเงียบสงบ พอทั้งสามเดินทางมาถึงที่ประตูทางเข้าพนักงานก็แนะนำว่าพวกเขาต้องถอดเสื้อผ้าทั้งหมดก่อนถึงจะเข้าไปได้ ที่แรกทั้งหมดก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย แต่พอมองเข้าไปดูด้านในก็ไม่เห็นใครใส่เสื้อผ้ากันซักคน ก็เลยยอมถอดเสื้อผ้าและก็เดินทางไปยังห้องพักของตน และในระหว่างที่ทั้งสามคนกำลังเดินทางไปยังห้องพักนั้นก็จะต้องเดินผ่านผู้คนมากมายที่นอนเปลือยกายกันอยู่ ทำให้ไอ้เจ้าลูกชายวัยขี้สงสัยอดที่จะสังเกตุความแตกต่างของขนาดของผู้ชายไม่ได้ เพราะว่าเห็นของแต่ละคนไม่ค่อยจะเหมือนกันซักเท่าไหร่ บ้างเล็ก บ้างก็ใหญ่
บ้างก็คอหัก บ้างก็ชี้โด่ชี้เด่ จนทำให้หนูน้อยขี้สงสัยอดไม่ได้ที่จะต้องถามพ่อ
ลูกชาย* พ่อครับทำไมของคนนั้นมันเล็กจังละครับ
พ่อพอได้ยินคำถ่ามแบบนี่ก็ไม่รู้ว่าจะตอบว่าอย่างไรดี เพราะว่าลูกก็ยังเด็กอยู่ ก็เลยตอบแบบปัดๆไปว่า
พ่อ* อ๋อ คนนั้นเขายังจนอยู่น่ะลูก มันก็เลยเล็กอยู่
ลูกชายก็ร้องอ๋อ แล้วก็ถามพ่อต่ออีกว่า
ลูกชาย*แล้วคนนั้นล่ะพ่อทำไหมเขาถึงใหญ่จังเลย
พ่อ*อ๋อ คนนั้นเขารวยน่ะลูก ทันก็เลยใหญ่
ในขณะเดียวกันนั้นทั้งสามก็มาถึงบ้านที่พัก พ่อก็บอกกับแม่และลูกว่าเดี๋ยวพอจะไปซื้ออาหารและน้ำมาเตรียมไว้ ว่าแล้วพ่อก็จากไปได้ซักพักใหญ่ๆ ก็เดินกลับมาพร้อมถุงอาหารเยอะแยะ ยังไม่ทันที่พ่อจะเดินถึงตัวบ้านพัก ไอ้เจ้าลูกชายก็รีบวิ่งออกมารับพ่อ และก็รีบเล่าเรื่องความรวยกับความจนให้พ่อฟังอย่างตื่นเต้น
ลูกชาย* พ่อๆ เมื่อกี้ตอนที่พ่อไม่อยู่น่ะ มีผู้ชายคนนึงเดินเข้ามาหาแม่ ตอนที่มาทีแรกเขาก็ยังดูจนอยู่นะพ่อ แล้วก็พูดคุยกันอะไรก็ไม่รู้กับแม่อยู่พักนึง แต่ตอนนั้นน่ะผมสังเกตุเห็นว่าเขาเริ่มรวยขึ้นๆแล้วนะพ่อ
พ่อ* @#$$%%^&^&&[ได้แต่อึ้ง]
ลูกชาย* ยังครับพ่อยังไม่จบนะครับ พอผู้ชายคนนั้นรวยได้เต็มที่นะ เขาก็เดินหายเข้าไปหลังบ้านกับแม่อยู่นานพอสมควร แต่พ่อรู้มั๋ยครับ พอผู้ชายคนนั้นเดินออกมาแค่นั้นแหละครับไม่น่าเชื่อเลยครับ เขาจนลงกว่าเดิมเยอะมากเลยล่ะพ่อ
พ่อ* @#$%%^^&^^%$@#@@#$%%%^^
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความรวยกว่าย่อมชนะความจนอยู่วันยังค่ำ
บ้างก็คอหัก บ้างก็ชี้โด่ชี้เด่ จนทำให้หนูน้อยขี้สงสัยอดไม่ได้ที่จะต้องถามพ่อ
ลูกชาย* พ่อครับทำไมของคนนั้นมันเล็กจังละครับ
พ่อพอได้ยินคำถ่ามแบบนี่ก็ไม่รู้ว่าจะตอบว่าอย่างไรดี เพราะว่าลูกก็ยังเด็กอยู่ ก็เลยตอบแบบปัดๆไปว่า
พ่อ* อ๋อ คนนั้นเขายังจนอยู่น่ะลูก มันก็เลยเล็กอยู่
ลูกชายก็ร้องอ๋อ แล้วก็ถามพ่อต่ออีกว่า
ลูกชาย*แล้วคนนั้นล่ะพ่อทำไหมเขาถึงใหญ่จังเลย
พ่อ*อ๋อ คนนั้นเขารวยน่ะลูก ทันก็เลยใหญ่
ในขณะเดียวกันนั้นทั้งสามก็มาถึงบ้านที่พัก พ่อก็บอกกับแม่และลูกว่าเดี๋ยวพอจะไปซื้ออาหารและน้ำมาเตรียมไว้ ว่าแล้วพ่อก็จากไปได้ซักพักใหญ่ๆ ก็เดินกลับมาพร้อมถุงอาหารเยอะแยะ ยังไม่ทันที่พ่อจะเดินถึงตัวบ้านพัก ไอ้เจ้าลูกชายก็รีบวิ่งออกมารับพ่อ และก็รีบเล่าเรื่องความรวยกับความจนให้พ่อฟังอย่างตื่นเต้น
ลูกชาย* พ่อๆ เมื่อกี้ตอนที่พ่อไม่อยู่น่ะ มีผู้ชายคนนึงเดินเข้ามาหาแม่ ตอนที่มาทีแรกเขาก็ยังดูจนอยู่นะพ่อ แล้วก็พูดคุยกันอะไรก็ไม่รู้กับแม่อยู่พักนึง แต่ตอนนั้นน่ะผมสังเกตุเห็นว่าเขาเริ่มรวยขึ้นๆแล้วนะพ่อ
พ่อ* @#$$%%^&^&&[ได้แต่อึ้ง]
ลูกชาย* ยังครับพ่อยังไม่จบนะครับ พอผู้ชายคนนั้นรวยได้เต็มที่นะ เขาก็เดินหายเข้าไปหลังบ้านกับแม่อยู่นานพอสมควร แต่พ่อรู้มั๋ยครับ พอผู้ชายคนนั้นเดินออกมาแค่นั้นแหละครับไม่น่าเชื่อเลยครับ เขาจนลงกว่าเดิมเยอะมากเลยล่ะพ่อ
พ่อ* @#$%%^^&^^%$@#@@#$%%%^^
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความรวยกว่าย่อมชนะความจนอยู่วันยังค่ำ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
